จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริง ผลตอบแทนของการกระทำนั้นขึ้นอยู่กั...
เศาะฮีห์
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า: แท้จริง ทุกการกระทำนั้นจะถูกพิจารณาดูที่การเจตนา ซึ่งหลักการนี้ครอบคลุมทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิบ...
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดสร้างสิ่งที่ไม่มีในคำสอนของเรา ซึ่งเป็นสิ่...
เศาะฮีห์
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่สร้างสิ่งใดในศาสนา หรือกระทำสิ่งใดซึ่งไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น สิ่งนั้นจะถูกตีกลั...
จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: วันหนึ่ง ในขณะที่พวกเรากำลังอยู่พร้อมกับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้มีชายคน...
เศาะฮีห์
รายงานโดย มุสลิม

อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า มลาอิกะฮ์ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้มาหาบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ในรูปของชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครร...
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ คื...
เศาะฮีห์
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับอาคารที่แข็งแกร่งซึ่งมีเสาหลักห้าต้นที่รองรับอาคาร และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เหลือของศาสนาอิส...
จากท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ฉันได้ขี่ลาซ้อนหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า อุฟายร์ ท่านได้กล่าวกับฉันว่า "...
เศาะฮีห์
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ สิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจา...

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า: แท้จริง ทุกการกระทำนั้นจะถูกพิจารณาดูที่การเจตนา ซึ่งหลักการนี้ครอบคลุมทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิบาดะฮ์(การเคารพภักดี)หรือเรื่องมุอามะละฮ์(การเป็นอยู่ในสังคม) ดังนั้นผู้ใดที่ตั้งเจตนาในการปฏิบัติการงานของเขาเพื่อประโยชน์ใดๆ ก็ตาม เขาจะไม่ได้รับสิ่งใดนอกจากผลประโยชน์ดังกล่าวและเขาจะไม่ได้รับผลบุญใดๆ จากการกระทำนั้น และผู้ใดที่ตั้งเจตนาในปฏิบัตินั้นเพื่อเข้าใกล้อัลลอฮ์ เขาก็จะได้รับผลตอบแทนและรางวัลจากการกระทำของเขา แม้ว่าสิ่งที่เขาได้กระทำนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไปก็ตาม เช่น การกินและดื่ม จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงผลของการตั้งเจตนาที่มีต่อการกระทำ ทั้งๆ ที่มันเป็นการกระทำที่เท่าเทียมกันในภาพลักษณ์ภายนอก ท่านได้อธิบายว่า ผู้ใดที่ตั้งใจในการอพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อแสวงหาความพอพระทัยจากพระผู้อภิบาลของเขา การอพยพของเขาก็จะเป็นการอพยพที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เป็นที่ถูกตอบรับ และเขาจะได้รับผลบุญเป็นการตอบแทนตามเจตนาที่เขาได้ตั้งใจไว้ และผู้ใดที่อพยพเพื่อหวังผลประโยชน์ทางโลกนี้ จะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศ การค้า หรือภรรยา เขาจะไม่ได้รับสิ่งใดๆ จากการอพยพของเขาเว้นแต่ผลประโยชน์ที่เขาได้ตั้งใจไว้เท่านั้น และจะไม่มีผลบุญหรือรางวัลใดๆ สำหรับเขา
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่สร้างสิ่งใดในศาสนา หรือกระทำสิ่งใดซึ่งไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น สิ่งนั้นจะถูกตีกลับไปยังเจ้าของมันและไม่เป็นที่ยอมรับโดยอัลลอฮ์.
Hadeeth details

อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า มลาอิกะฮ์ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้มาหาบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ในรูปของชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก และส่วนหนึ่งจากคุณลักษณะของเขาคือ เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด ผมของเขาดำสนิท ไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้เดินทาง เช่น ความเหนื่อยล้า ฝุ่นผง ผมที่แยกส่วน และเสื้อผ้าที่สกปรก และไม่มีใครรู้จักเขา โดยที่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ได้นั่งร่วมอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นเขาก็เข้าไปนั่งหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในลักษณะของผู้เรียน และเขาได้ถามท่านนบีเกี่ยวกับอิสลาม ท่านก็ตอบเขาด้วยหลักการของศาสนาที่ประกอบด้วย การกล่าวคำปฏิญาณทั้งสอง การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดห้าเวลา การจ่ายซะกาตแก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับ การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการทำหัจญ์สำหรับผู้มีความสามารถ ผู้ถามกล่าวว่า: ท่านพูดถูก จึงทำให้บรรดาเศาะฮาบะฮ์รู้สึกประหลาดใจกับคำถามของเขาที่แสดงถึงความไม่รู้อะไรเลย แต่แล้วเขาก็กลับยืนยันในความถูกต้องของคำตอบ จากนั้นเขาถามท่านเกี่ยวกับหลักการศรัทธา ท่านจึงตอบเขาเกี่ยวกับหลักการศรัทธาทั้งหกประการ ซึ่งประกอบด้วยการศรัทธาต่อการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และคุณลักษณะของพระองค์ ศรัทธาในความเป็นเอกะของพระองค์ในด้านการสร้างของพระองค์และในด้านการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงองค์เดียว ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้นจากรัศมี พวกเขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ที่มีเกียรติ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนต่อพระองค์ และพวกเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ที่มาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ซึ่งถูกประทานลงมาแก่บรรดาเราะซูลของพระองค์ เช่น อัลกุรอาน อัตเตารอต อัลอินญีล และอื่นๆ ศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮ์ ซึ่งส่วนหนึ่งจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น ได้แก่ นูห์ อิบรอฮีม มูซา อีซา และคนสุดท้ายคือมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิมวะสัลลัม และศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลและบรรดานบีท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ชีวิตในหลุมฝังศพ ซึ่งมนุษย์จะถูกฟื้นคืนชีพหลังจากความตายและจะถูกนำมาสอบสวน และบั้นปลายของเขาอาจสิ้นสุดที่สวรรค์หรือนรก และศรัทธาว่าอัลลอฮ์ได้กำหนดสิ่งต่างๆ ตามความรอบรู้ ความปรีชาญาณ การบันทึก และความประสงค์ของพระองค์ และทั้งหมดจะเกิดขึ้นตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้ และทรงสร้างให้มันเกิดขึ้นมา แล้วเขาถามท่านนบีเกี่ยวกับอิห์ซาน ท่านจึงตอบเขาว่าอิห์ซานคือ การที่บ่าวคนหนึ่งได้ทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ราวกับว่าเขาเห็นพระองค์ แต่ถ้าเขาไม่สามารถบรรลุถึงสถานะนั้นได้ ก็ให้เขาทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ราวกับว่าพระองค์กำลังเฝ้าดูเขาอยู่ ดังนั้น สถานะแรก (อัลมุชาฮะดะฮ์) คือสถานะของการรู้เห็นซึ่งเป็นสถานะที่สูงที่สุด และสถานะที่สอง (อัลมุรอกอบะฮ์) คือสถานะของการเฝ้าติดตาม แล้วเขาก็ถามเกี่ยวกับวันกิยามะฮ์ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไร? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า ความรู้เกี่ยวกับวันกิยามะฮ์นั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักษาไว้ในความรู้ของพระองค์ ดังนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถรู้เรื่องนี้ได้ทั้งผู้ถูกถามและผู้ถาม แล้วเขาได้ถามท่านเกี่ยวกับสัญญาณแห่งวันอวสาน ดังนั้น ท่านนบีจึงอธิบายว่า ส่วนหนึ่งในบรรดาสัญญาณต่างๆ นั้นก็คือ จะมีทาสีและและลูกๆของนางมากมาย หรือจะเกิดการเนรคุณของบรรดาลูกๆ ต่อมารดาของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะปฏิบัติต่อมารดาของพวกเขาเหมือนทาสี และคนเลี้ยงแกะคนยากจน พวกเขาจะได้รับความสะดวกสบายในยุคสุดท้ายแห่งโลกนี้ ซึ่งพวกเขาจะแข่งขันโอ้อวดกันในการตกแต่งและก่อสร้างตึกอาคาร จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า แท้จริงผู้ถามคนนั้นคือมลาอิกะฮ์ญิบรีล ซึ่งมาสอนศาสนาที่บริสุทธิ์นี้แก่บรรดาเศาะฮาบะฮ์
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับอาคารที่แข็งแกร่งซึ่งมีเสาหลักห้าต้นที่รองรับอาคาร และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เหลือของศาสนาอิสลามก็เหมือนกับองค์ประกอบเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์แบบของอาคาร หลักแรก: คำปฏิญาณทั้งสอง คือการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์และคำปฏิญาณทั้งสองถือเป็นเสาหลักอันเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ คือผู้เป็นบ่าวจะต้องกล่าวคำปฏิญาณทั้งสองด้วยการยอมรับถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และความเป็นพระเจ้าที่มีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงและไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมีสิทธิ์นอกจากพระองค์เท่านั้น และปฏิบัติตามความต้องการของบทบัญญัติและศรัทธาในความเป็นเราะซูลของนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และปฏิบัติตามท่าน. หลักที่สอง: การดำรงการละหมาด คือการดำรงการละหมาดภาคบังคับทั้งห้าเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้แก่ ฟัจญ์รฺ(รุ่งเช้า) ดุฮรี่(เที่ยงวัน) อัศรี(เย็น) มัฆริบ(หลังดวงอาทิตย์ตกดิน) และอิชาอ์(ค่ำ) ตามเงื่อนไข องค์ประกอบ และสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ของมันที่ต้องปฏิบัติ หลักที่สาม: การจ่ายซะกาตภาคบังคับ ซึ่งเป็นอิบาดะฮ์ที่เกี่ยวกับเงินทอง ที่วาญิบสำหรับทุกทรัพย์สินที่มีพิกัดครบตามจำนวนที่หลักศาสนากำหนดไว้ ซึ่งมอบให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมัน. หลักที่สี่: การบำเพ็ญหัจญ์ คือ การมุ่งสู่มักกะฮ์เพื่อประกอบพิธีกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา หลักที่ห้า: การถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน ได้แก่ การงดการกิน การดื่ม และสิ่งอื่นๆที่ทำให้การถือละศีลอดนั้นเสีย ด้วยเจตนาเพื่อเป็นการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ สิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าว คือการเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ คือการที่พระองค์ไม่ลงโทษผู้ที่ศรัทธาในเอกภาพของพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใด ๆ จากนั้นท่านมุอาซได้ถามท่านว่า " โอ้ เราะซูลุลลอฮ์ จะให้ฉันนำเรื่องนี้บอกเล่าแก่ผู้คนไหม เพื่อพวกเขาจะได้ดีใจ มีความสุขกับความประเสริฐนี้? แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามไม่ให้บอก เพราะกลัวพวกเขาจะยึดกับสิ่งนั้นเท่านั้น
Hadeeth details

ครั้งหนึ่งท่านมุอาซ บินญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ขี่สัตว์พาหนะอยู่ด้านหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็เรียกเขาว่า "โอ้ มุอาซ? ท่านได้เรียกซ้ำสามครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสิ่งที่ท่านจะพูดกับเขา. และท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุ ก็ตอบทุกครั้ง โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายินดีตอบรับท่าน โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ และข้าพเจ้าจะทำให้ท่านมีความสุข” นั่นคือ: ฉันตอบรับท่าน โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ตอบแล้วตอบอีก และฉันหวังความสุขสำหรับคำตอบของท่าน ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเขาว่าไม่มีใครที่กล่าวคำปฏิญาณว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ" นั่นคือไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ และมูหัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความเชื่อมั่นจากใจของเขาโดยไม่โกหก ดังนั้น ถ้าเขาเสียชีวิตไปในสภาพนี้ อัลลอฮ์จะทำให้เขาเป็นที่ต้องห้ามสำหรับไฟนรก. ท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อต้องการบอกให้ผู้คนได้รู้ เพื่อให้พวกเขามีความสุข และรู้สึกดี ได้หรือไม่? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กลัวว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเลย และการงานของพวกเขาจะลดน้อยลง ดังนั้นท่านมุอาซจึงไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้จนกระทั่งก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เพราะกลัวบาปที่เกิดจากการปกปิดความรู้
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ใครก็ตามที่กล่าวและทำการปฏิญาณตนด้วยปากของเขาว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์" นั่นคือไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และเขาปฏิเสธต่อทุกสิ่งที่เป็นสิ่งเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์ และละทิ้งทุกศาสนายกเว้นอิสลาม ดังนั้นทรัพย์สินเงินทองของเขาและเลือดของเขาเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม เพราะไม่ใช่สิทธิใดๆ สำหรับเรา นอกจากสิ่งที่ประจักษ์เปิดเผยจากการงานของเขาเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทองของเขาจะไม่ถูกเอาไป และเลือดของเขาจะไม่ถูกหลั่งออกมา เว้นแต่เขาได้ก่ออาชญากรรมหรือความผิดทางอาญาที่จำเป็นต้องลงโทษซึ่งเป็นบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม และอัลลอฮฺจะทรงเป็นผู้คิดบัญชีของเขาในวันกิยามะฮ์ เพราะหากเขามีความสัจจริง พระองค์ก็จะให้รางวัลตอบแทนเขา และถ้าเขาเป็นคนกลับกลอก(มุนาฟิก)พระองค์ก็จะลงโทษเขา
Hadeeth details

ชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับการกระทำสองประการที่เป็นเหตุทำให้เข้าสวรรค์ และที่เป็นเหตุทำให้เข้านรก? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า "การกระทำที่ทำให้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอนนั้นคือการที่คนหนึ่งคนใดได้เสียชีวิตในสภาพที่เขาได้ทำการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และไม่ตั้งสิ่งใดๆ เป็นภาคีกับอัลลอฮ์ และการกระทำที่ทำให้เข้านรกอย่างแน่นอนนั้น คือการที่คนหนึ่งคนใดเสียชีวิตในสภาพที่เขาตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ได้กำหนดบางสิ่งมาเคียงคู่กับอัลลอฮ์ ได้กำหนดบางสิ่งมาเทียบเคียงกับอัลลอฮ์ ทั้งในด้านความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ ด้านการเป็นผู้ทรงอภิบาล ด้านพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่พวกเราว่า ใครก็ตามที่มอบสิ่งที่ควรเป็นของอัลลอฮ์ให้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์ เช่น การขอดุอาอ์ต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ตะอาลา หรือขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ แล้วเสียชีวิตในสภาพนั้น แท้จริงเขาก็เป็นหนึ่งในชาวนรก. ท่านอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวเสริมว่า ใครก็ตามที่เสียชีวิตไปโดยไม่ตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ แท้จริง บั้นปลายของเขาคือสรวงสวรรค์.
Hadeeth details

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งมุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปยังประเทศเยเมน เพื่อเรียกร้องผู้คนเข้าสู่การศรัทธาในอัลลอฮ์ และเป็นผู้สอนคำสอนของพระองค์นั้น ท่านได้ชี้แจงกับมุอาซให้ฟังว่าเขาจะต้องเจอกับชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม และให้เขาเริ่มเรียกร้องพวกเขาด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อด้วยสิ่งที่สำคัญถัดไปตามลำดับ ดังนั้นให้มุอาซเริ่มด้วยการปรับเรื่องความเชื่อก่อน ด้วยการยอมรับว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพบูชา นอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงแล้ว มูฮัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของพระองค์ เพราะด้วยคำยอมรับดังกล่าวนั้น จะทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่เข้ารับอิสลาม และหากพวกเขายอมรับแล้วก็จงใช้พวกเขาให้ดำรงการละหมาด เพราะการละหมาดนั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังการยอมรับในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ หากพวกเขาปฎิบัติดังกล่าวได้แล้ว ให้ใช้ผู้ร่ำรวยในหมู่พวกเขาจ่ายซะกาตให้กับคนยากไร้ และห้ามพวกเขาเอาทรัพย์สินที่ดีที่สุด แต่จะเพียงพอกับทรัพย์สินในระดับปานกลาง ประการสุดท้าย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ย้ำเตือนให้หลีกเลี่ยงความอธรรม (การละเมิดหรือการกดขี่) ทั้งนี้เพราะเกรงว่าผู้ที่ถูกกดขี่จะวิงวอนขอความเป็นธรรมต่อพระเจ้า ซึ่งการวิงวอนของพวกเขานั้นจะถูกตอบรับโดยทันที
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงว่ามนุษย์ที่จะมีความสุขที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของท่านในวันแห่งการพิพากษานั้นคือ ผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และไร้ซึ่งการมีภาคีใดๆ ต่อพระองค์
Hadeeth details

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า แท้จริงการศรัทธานั้นมีสาขาและคุณสมบัติมากมาย ซึ่งรวมถึงการกระทำ ความเชื่อ และคำพูด. และคุณสมบัติสูงสุดและดีที่สุดของการศรัทธาคือการกล่าวว่า «لا إله إلا الله»(ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ) โดยรู้ความหมายของมันและปฏิบัติตามในเนื้อหาของมัน นั้นคือศรัทธาว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะเพียงองค์เดียวโดยไม่มีสิ่งอื่นใด และการกระทำของการศรัทธาที่เล็กที่สุดคือการขจัดสิ่งอันตรายบนเส้นทางเดินสัญจรของผู้คน จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า แท้จริงความละอายเป็นคุณสมบัติหนึ่งของการศรัทธา และถือว่าเป็นมารยาทหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำดีและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี
Hadeeth details